Blog

รู้ยัง โรคกรดไหลย้อนเกิดจากอะไร รักษาได้หรือไม่

ไม่น่าเชื่อว่า จะมีคนเป็นโรค กรดไหลย้อน กันมากขึ้น หลายๆ คนไม่ทราบสาเหตุว่า กรดไหลย้อนเกิดจาก อะไร? ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็สามารถเป็นโรคนี้ได้ แม้จะพบได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่อัตราการเกิดโรคนี้ส่วนใหญ่จะพบในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป จนถึงคนอายุ 60 – 70 ปี ส่วนหนึ่งของสาเหตุของ กรดไหลย้อนเกิดจาก กรดในกระเพาะอาหารทำลายเยื่อบุหลอดอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการและโรคต่างๆตามมา เพราะเนื้อเยื่อหลอดอาหารไม่สามารถทนต่อกรดได้ และ เมื่อเกิดภาวะที่ทำให้หูรูดปิดไม่สนิท หรือหย่อนยาน จึงส่งผลให้กรดและอาหารที่กำลังย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลทวนย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหารนั่นเอง

กรดไหลย้อน เกิดจาก?

ตามปกติเวลาที่รับประทานอาหาร การทำงานของร่างกายจะมีการป้องกันฤทธิ์ของกรดในกระเพาะอาหารไม่ให้ไหลย้อนขึ้นไปในส่วนของหลอดอาหาร โดยการทำงานของส่วนที่เรียกว่าหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่าง ( Lower esophageal sphincter ) ซึ่งหูรูด ( LES ) จะคลายตัวเพื่อให้อาหารผ่านลงสู่กระเพาะขณะที่เรากลืนอาหาร และ จะหดตัวปิดทันทีเพื่อป้องกันอาหาร รวมทั้งกรดในกระเพาะอาหารไม่ให้ไหลย้อนกลับขึ้นไปในส่วนของหลอดอาหารได้  สาเหตุหลักๆ ของโรคกรดไหลย้อน ( Gastoesophageal reflux disease ) หรือ เรียกย่อว่า โรคเกิร์ด ( GERD ) หรือ โรคกรดไหลกลับ เกิดจาก กรดในกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ตามมา เช่น อาการแสบร้อนกลางอก ( Heartburn ) หรือ ตามลำคอ ทำให้กล่องเสียงอักเสบ โดยอาจมีอาการเจ็บคอเรื้อรัง มีเสมหะ และ อาจเสียงแหบเป็นครั้งคราว ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่ จะมีกระเพาะอาหารที่บีบตัวได้น้อยลง บวกกับโรคความดันในกระเพาะอาหารสูงขึ้น เห็นชัดได้ง่ายในคนอ้วน หรือ ในคนที่กินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณที่มาก หรือ อิ่มเกินไป รวมทั้งภาวะของการหย่อนยาน และ การปิดไม่สนิทของหูรูด

สาเหตุ และ ปัจจัยเสี่ยง ของโรคกรดไหลย้อนเกิดจาก?

สาเหตุ และ ปัจจัยเสี่ยง ของโรคกรดไหลย้อนเกิดจาก อายุ เพราะยิ่งสูงขึ้น โอกาสเกิดโรคนี้ยิ่งสูงขึ้น รวมถึงการกินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณสูง โดยเฉพาะกินมื้อเย็น ก่อนนอน เพราะหากปริมาณอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยที่อาหารยังไม่ยอมย่อย เมื่อมีการนอนราบก็จะยิ่งเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้อาหาร และ กรดจึงไหลย้อนกลับเข้าหลอดอาหารได้ง่าย

1. กรดไหลย้อน เกิดจาก อาหารประเภทต่างๆ 

โรคกรดไหลย้อนเกิดจากประเภทอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นานอย่าง ไขมัน มันฝรั่งทอด มันเผา หรือ มันต้ม อาหารทอด อาหารผัดน้ำมันมากๆ รวมถึง อาหารที่ก่อการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร อย่าง อาหารรสจัด เผ็ดจัด หรืออาหารที่มีความเป็นกรด อย่างรสเปรี้ยว มะเขือเทศ ยังมีเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์มีสารช่วยการคลายตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะลดการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ยังมีเครื่องดื่มมีกาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ เครื่องดื่มกลุ่มโคล่า หรือยาชูกำลังบางชนิด และ น้ำอัดลม ที่จะไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น

2. กรดไหลย้อน เกิดจาก การทำงานของหูรูด

สาเหตุของการเกิดกรดไหลย้อนเกิดจาก หูรูดที่เกิดการหย่อนยานในผู้สูงอายุเพราะอายุเซลล์ หรือ เนื้อเยื่อทุกชนิดของร่างกายจะเสื่อมลงรวมทั้งของ ทำงานประสิทธิภาพลดลง ส่งผลให้อาหาร และ กรดในกระเพาะอาหาร จึงดันย้อนกลับเข้าในหลอดอาหาร ส่วนในเด็กอ่อนก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน โดยเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ส่งผลให้การทำงานหย่อนยาน เด็กอ่อนจึงมีการขย้อนนม และ อาหารออกมา แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะแข็งแรงขึ้น

3. กรดไหลย้อน เกิดจาก กระเพาะอาหาร

กรดไหลย้อนเกิดจากกระเพาะอาหารที่บีบตัวลดน้อยลงจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอายุที่สูงขึ้นทำให้เซลล์ต่างๆทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งของหูรูดและกระเพาะอาหารค่อยๆเสื่อมลง และ ยังเกิดจากการอักเสบของกระเพาะอาหาร หรือ ของเส้นประสาทกระเพาะอาหาร รวมทั้งอาการจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด ไม่ว่าจะเป็น ยาคลายเครียด ยาลดกรด ฯลฯ หรือจากสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน ซึ่งจากการบีบตัวลดลง จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและกรด จึงเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารทำให้เกิดการดันให้หูรูดนี้เปิด ส่งผลให้อาหาร และ กรดจึงไหลย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหาร

นอกจากนี้กรดไหลย้อนเกิดจาก การมีแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดนี้เปิด หรือ ปิดไม่สนิท ทำให้อาหาร และกรดจากกระเพาะอาหารไหลท้นย้อนกลับเข้าหลอดอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคอ้วน คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ อาการไอ การไอเรื้อรัง การกินอาหารในแต่ละมื้อในปริมาณสูง หรือ การกินแล้วนอนทันที สารพิษจากบุหรี่ โรคเรื้อรังต่างๆ

อาการ ของโรคกรดไหลย้อน เกิดจาก

อาการของโรคกรดไหลย้อนเกิดจาก การแสบร้อนบริเวณหน้าอก และ ลำคอ จุกเสียดบริเวณใต้ต่อลิ้นปี่ มีอาการเรอบ่อย หรือ อาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะรู้สึกเปรี้ยวหรือขมในคอ โดยเกิดจากกรดซึ่งมีรสเปรี้ยวหรือรสขมจากน้ำดีที่ไหลย้อนขึ้นมา ส่งผลทำให้กลืนอาหารหรือเครื่องดื่มลำบาก , มีเสมหะตลอดเวลา แถมยังมีกลิ่นปาก เสียวฟัน ( อาจมีฟันผุร่วมด้วย ) ซึ่งอาการของกรดไหลย้อนเกิดจาก กรดที่ไหลย้อนขึ้นมาทำให้ระคายเคืองที่คอหอย กล่องเสียง และ หลอดลม ทำให้มีหวัด และ ไอเรื้อรัง , เสียงแหบ อาจปวดท้องบริเวณลิ้นปี่อาจอาเจียน หรือ ขย้อนอาหารออกมาได้บ่อยผิดปกติ หลังกินอาหาร มีรสเปรี้ยวในช่องปากเสมอ

การหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกัน โรคกรดไหลย้อน  

หลังจากทราบสาเหตุของโรคกรดไหลย้อนเกิดจากอะไรไปแล้ว ก็ควรทราบถึงการหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ เพื่อป้องกันอาการของโรคกรดไหลย้อน ด้วยการรับประทานให้พอดีในแต่ละมื้อ และ ควรหลีกเลี่ยงชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือ อาหารรสจัด ที่สำคัญพยายามอย่าเปลี่ยนมื้อเย็นให้เป็นมื้อดึก เพราะหากรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา จะทำให้ร่างกายปรับตัวสำหรับการย่อยอาหารได้ไม่ดี ลองหันมาทำกิจกรรมเบาๆ หลังทานอาหาร ก่อนจะนอนอย่างน้อย 3 ถึง 4 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการนั่งดูทีวี หรือ เดินเล่น เพื่อย่อยอาหารก่อนที่จะเอนตัวนอน ซึ่งจะทำให้อาหารเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะอาหารเสียก่อน นอกจากนี้พยายามงดอาการเครียด และ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะจะไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารส่งผลให้หูรูดอ่อนแอเร็วขึ้น

กรดไหลย้อน

ข้อแนะนำ ขณะเกิดอาการ กรดไหลย้อน   

ไม่ว่าอาการของโรคกรดไหลย้อนเกิดจากสาเหตุใด สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การนอนโดยการเสริมหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6 ถึง 8 นิ้ว แต่ไม่ควรใช้วิธีการหนุนหมอนให้สูง เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็งตัว ซึ่งจะทำให้ไปเพิ่มแรงดันในช่องท้องให้สูงขึ้น ยิ่งจะส่งผลให้กรดไหลย้อนมากขึ้น แต่ควรนอนตะแคงซ้ายมากกว่าการนอนตะแคงขวา เพราะกระเพาะอาหารจะอยู่เหนือต่อหลอดอาหาร ทำให้มีแรงกดต่อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารมากกว่า ทำให้หูรูดเปิดออกง่ายกว่าการนอนตะแคงซ้ายนั่นเอง

แนวทาง การรักษา โรคกรดไหลย้อน ?

แนวทางการรักษา โรคกรดไหลย้อน เกิดจาก การปรับพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง ผู้ป่วยควรเลิก หรือ จำกัดอาหาร เครื่องดื่ม ที่เป็นปัจจัยเสี่ยง หันมาเลิกบุหรี่ และ ควบคุมน้ำหนักจะดีกว่า แต่หากมีอาการเรื้อรังรุนแรงขึ้น แพทย์จะให้ยาลดกรด หรือ ยาเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อนนั้น แม้จะรักษาไม่หาย แต่ก็สามารถควบคุมอาการได้ โดยต้องทำควบคู่กันระหว่างการปรับพฤติกรรมการกิน และ การใช้ชีวิตประจำวัน หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ร่วมกับ การรักษาจากแพทย์