Blog
โรคกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหาร อาการแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์

โรคกระเพาะอาหาร อาการปวดแบบไหนที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ? หลายคนที่กำลังเจอกับอาการโรคกระเพาะอยู่ตอนนี้ บางคนเพิ่งเริ่มเป็น บางคนเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ มานาน
ถึงแม้จะปวดทรมานขนาดไหน แต่บางทีเราก็รู้สึกชินไปกับอาการเหล่านี้ คิดว่าไม่น่าจะมีอะไร ทนกินยาไปเดี๋ยวก็หาย จนลืมเอะใจไปว่าจริง ๆ แล้วโรคกระเพาะอาการขั้นไหนที่เราไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
มันอาจจะลุกลามไปสู่ภาวะแทรกซ้อนและโรคที่ร้ายแรงกว่านี้ก็เป็นได้

วันนี้เราเลยจะพามาสังเกตอาการกันสักหน่อยว่า ปวดกระเพาะแบบไหนที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับสาเหตุของ โรคกระเพาะกันก่อน
โรคกระเพาะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ โรคกระเพาะชนิตไม่มีแผล และ โรคกระเพาะชนิดมีแผลโรคกระเพาะอาหาร

  • โรคกระเพาะอาหาร ชนิดไม่มีแผล

โรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล (Non Peptic Ulcer) พบได้มากที่สุดในผู้ป่วยถึงร้อยละ 70-80 สาเหตุของโรคกระเพาะกลุ่มนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
แต่คาดว่าอาจมาจากความผิดปกติจากการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ ความไวของประสาทการรับรู้ของกระเพาะอาหารและลำไส้ที่มีต่อกรดในกระเพาะ
ทำให้เกิดอาการแน่นแและปวดท้อง การขยายหรือเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหารลดลง รวมทั้งภาวะกรดไหลย้อนไปยังหลอดอาหาร (GERD)
ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดจุกแน่นท้องส่วนบนบริเวณใต้ลิ้นปี่ มักปวดก่อนหรือหลังทานอาหาร เมื่อทานยาลดกรดก็จะรู้สึกทุเลาลง

  • โรคกระเพาะอาหาร ชนิดมีแผล

โรคกระเพาะชนิดมีแผล (Peptic Ulcer : PU) หรือที่เราเคยได้ยินว่า โรคแผลในกระเพาะอาหาร คือ แผลที่เกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหารที่สัมผัสกับน้ำย่อย
ซึ่งมักเกิดในกระเพาะอาหารและลำไส้ส่วนต้น

โรคกระเพาะอาหาร

สาเหตุของโรคกระเพาะชนิดมีแผลเกิดได้จากหลายปัจจจัย อ่านเพิ่มใน : โรคกระเพาะ เกิดจากหลายสาเหตุ เช็คหน่อยซิเราเป็นหรือเปล่า?
โรคกระเพาะเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ที่น่าสนใจคือ พบว่าเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (ใHelicobactor Pylori)
ในกระเพาะอาหาร เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะ หรือหากเป็นแผลอยู่แล้วก็จะทำให้การรักษาหายช้า กลับมาเป็นซ้ำ ๆ นำไปสู่โรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง
ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารทะลุ กระเพาะอาหารอุดตัน และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้
ถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่เกิดจากสาเหตุในกลุ่มนี้จะพบได้เพียงร้อยละ 15-20 จากผู้ป่วยทั้งหมด แต่กลับเป็นสาเหตุที่ทำให้อันตรายต่อชีวิตได้มากที่สุด

โรคกระเพาะอาการเตือนเหล่านี้ควรพบแพทย์ทันที

  • ถ่ายมีสีดำหรือมีเลือดปน
  • น้ำหนักลด
  • ตัวซีด ตัวเหลือง โลหิตจาง
  • ปวดรุนแรงนานเป็นชั่วโมง
  • อาเจียนรุนแรงหรืออาเจียนมีเลือดปน
  • เจ็บหรือกลืนลำบาก
  • คลำได้ก้อนในท้อง
  • ครอบครัวเคยมีประวัติเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมาก่อน

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะ

สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการเตือนดังกล่าว จะให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร พร้อมกับการปรับพฤิตกรรมการกินอาหารและการใช้ชีวิต
อ่านเพิ่มใน : โรคกระเพาะห้ามกินอาหารแสลง และควรหลีกเลี่ยง โรคกระเพาะห้ามกิน
หากอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นอีก ก็จะทำการส่องกล้องกระเพาะอาหารเพื่อตรวจดูต่อไป

สำหรับผู้ป่วยที่มาด้วยอาการบ่งชี้ดังกล่าว จะทำการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร หากพบว่ามีแผลก็จะทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อไปตรวจหาว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
และเพื่อดูว่าพบเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไรในกระเพาะอาหารหรือไม่ ซึ่งถ้าหากพบว่าเป็นอาการที่เกิดจากสาเหตุเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร
ก็จะให้ยากำจัดเชื้อโรคและยาลดกรดรักษาแผลในการรักษา แต่ถ้าหากพบว่าเกิดจากมะเร็งกระเพาะอาหารจะทำการรักษาด้วยการผ่าตัด,
เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ต่อไป

คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีอาการโรคกระเพาะคือ การดูแลตัวอย่างเองอย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องการทานยา การทานอาหารและปรับพฤติกรรมร่วมด้วย
ดูแลสุขอนามัยและเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ช่วยต้านเชื้อในระบบทางเดินอาหาร จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากโรคกระเพาะ การรักษาก็จะเห็นผลได้เร็วยิ่งขึ้น

Green Curmin ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากบล็อคเคอรี่ (Sulforaphane) ช่วยยับยั้งและลดการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร
(Helicobactor Pylori) ในกระเพาะอาหาร อันเป็นสาเหตุสำคัญก่อให้เกิดโรคกระเพาะ ผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยรางวัลระดับโลก ยืนยันได้ว่าปลอดภัย ไม่มีสารเคมี
ไม่มีสารตกค้างใด ๆ ต่อร่างกายแน่นอน อีกหนึ่งตัวช่วยให้คุณได้ดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

ข้อมูลอ้างอิงจาก :
โรคเรื้อรัง…ที่อาจมีอันตรายแฝงอยู่, โรงพยาบาลพญาไท
โรงพยาบาลเปาโล, โรคกระเพาะที่เกิดจากกรด, โรงพยาบาลพระรามเก้า